wimonsak's profileWIMONSAKPhotosBlogLists Tools Help

WIMONSAK

April 10

วันที่ไม่อยากให้ถึง

ดูเหมือนว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองในประเทศของเราตอนนี้ ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ เสียแล้ว
ตรงกันข้าม มันกำลังส่งสัญญาณบางอย่างบอกกับเราว่า สิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ ณ ขณะนี้ จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
และจะนำไปสู่ "สงครามกลางเมือง" อย่างที่ก่อนหน้านี้ มีนักวิชาการ นักวิจารณ์ นักยุ นักแหย่ นักโม้ นักเดา
และนักอีกหลายๆ นักออกมาพูดกัน (เห็นไหมว่า การมี "นัก" เยอะๆ ในประเทศมันก็ทำให้บ้านเมืองนั้นวุ่นวาย
ได้พอสมควรทีเดียว)
 
แรกทีเดียว หลายคนคงจะคิดว่า "สงครามกลางเมือง" เป็นสิ่งที่ดูห่างไกลกับสังคมไทยเหลือเกิน
ประเทศที่ได้ชื่อว่า "สยามเมืองยิ้ม"  ประเทศมีแต่ผู้คนที่มีไมตรี อัธยาศัยดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างประเทศไทยของเรา
(ซึ่งในความเป็นจริง มันก็ไม่ได้เป็นอย่างที่เราอุปโลกน์ตัวเองขึ้นมาเพียงเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เท่านั้นเอง)
นี่หรือที่จะเกิดเรื่องแบบนี้ได้ แต่ถึงตอนนี้ คงปฏิเสธได้ยากแล้วว่า มันจะไม่เกิดขึ้น
 
คงไม่มีครั้งไหนอีกแล้วในประวัติศาสตร์ของไทย ที่ความขัดแย้งทางการเมืองที่รุนแรงได้ขนาดนี้
คนในครอบครัวเดียวกัน สามารถทะเลาะกันได้เพียงแค่ชอบพรรคการเมืองคนละพรรค
คนใส่เสื้อคนละสี สามารถฆ่ากันได้ เพียงเพราะมีอุดมการณ์ และความเชื่อที่ต่างกัน
ที่แย่ไปกว่านั้น  คือ ต่างฝ่ายต่างก็ถือชุดความจริงกันคนละชุด และยึดเอาสิ่งที่ตัวเองคิด และทำเป็นสิ่งที่
ถูกต้อง และสิ่งที่อีกฝ่ายคิด และทำเป็นสิ่งที่ผิด และเลว โดยไม่มีใครฟังใครเลย เมื่อใช้วิธีการคิดแบบนี้
คงต้องย้อนกลับมาถามตัวเองดูบ้างว่า เราจะอยู่กันด้วยสภาพเช่นนี้กันจริงๆ หรือ และมันจะเป็นอย่างนี้
ไปอีกนานเท่าไหร่
 
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ ทำให้ผมนึกถึงหนังที่ได้ดูไปแล้ว เมื่อหลายปีก่อนขึ้นมาทันที หนังที่ว่านั้นมีชื่อเรื่องว่า
"Hotel Rwanda" เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องจริงว่าด้วยการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในประเทศรวันดา ที่น่าตกใจคือ
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วนี้เอง (เกิดขึ้นในปี ค.ศ.1994) ประเทศรวันดาเป็นประเทศเล็กๆ ในแอฟริกา
เคยตกเป็นเมืองขึ้นของประเทศเบลเยี่ยม โดยในยุคนั้นประเทศเบลเยี่ยมใช้การปกครองแบบแบ่งแยกให้เกิดความ
แตกแยกเป็นสองฝ่าย ซึ่งในรวันดามีชนเผ่าอยู่ 2 กลุ่ม คือ เผ่าฮูตู กับทุซซี่ หลังจากได้รับเอกราชแล้ว จากการต่อต้าน
เบลเยี่ยมของชนเผ่าฮูตู ทำให้ชนเผ่านี้เริ่มเป็นใหญ่ในรวันดา ยิ่งทำให้เผ่าฮูตู และทุซซี่แบ่งแยกออกจากกันอย่างชัดเจน
และเกิดการรบราฆ่าฟันกันมาตลอด จึงเป็นที่มาของความเกลียดชังกันของคนสองเผ่านี้มายาวนาน
 
แต่สิ่งที่เป็นชนวนเหตุจนนำไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์คือ เป็นช่วงเวลาที่ประธานาธิบดีของรวันดาที่เป็นชนเผ่าฮูตูกำลัง
ทำสัญญาประนีประนอมให้เกิดสันติภาพขึ้นในประเทศ แต่แล้วเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อประธานธิบดีถูกลอบ
สังหาร และชนเผ่าทุซซี่ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับชาวเผ่าฮูตู จนนำ
ไปสู่การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวทุซซี่ เกิดเป็นโศกนาฏกรรมที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 800,000 - 1,000,000 คน ในช่วงเวลา
เพียงแค่ 100 วัน!!
 
จากเหตุการณ์นี้ ทำให้ผมสงสัยเหลือเกินว่า อะไรเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์มีความเกลียดชังกันได้ถึงปานนี้
สีผิว? เชื้อชาติ? ศรัทธา ความเชื่อ หรืออุดมการณ์? แล้วถ้ามันต่างกันจริง
ทำไม เราถึงได้ทำกับเผ่าพันธุ์ตัวเองได้ถึงขนาดนี้
 
ถึงแม้สิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทย(ตอนนี้) ยังไม่รุนแรงเท่า และคงยังไปไม่ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศรวันดา เพราะในรวันดานั้น
ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นนั้น มาจากปัญหาทางชาติพันธุ์ มากกว่าที่จะเป็นปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง แต่เราจะแน่ใจได้
อย่างไรว่า เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นในประเทศไทย  เพราะปัจจัยหลายอย่างในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นความเกลียดชัง การแสดงออก
ซึ่งความไม่พอใจต่อภาครัฐ การไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายของบ้านเมือง และมีการปลุกระดมผู้คนไปทั่วทุกหย่อมหญ้า ทั้งหมดนี้กำลัง
เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และแน่นอนความปลายทางของมันย่อมจะหนีไม่พ้นคำว่า "แผ่นดินจะต้องลุกเป็นไฟ" อย่างที่คนในบาง
เวทีปราศรัยเคยขู่เอาไว้ 
 
คงไม่มีใครอยากให้บ้านเมืองของเราเดินเข้าสู่กลียุค และภาวะที่บ้านเมืองเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แต่ทว่าแน้วโน้มของหลายสิ่งหลายอย่าง
มันกำลังดำเนินไปสู่จุดที่ไม่มีใครอยากให้มันเป็นมากขึ้นทุกที
 
ถึงตอนนี้ คิดแล้วก็ได้แต่กลัว และไม่สบายใจ
สุดท้าย ก็ได้แต่ภาวนาว่า
ไม่อยากให้ถึงวันนั้นเลย
ไม่อยากให้ถึงวันที่ "หยดเลือด" และ "หยาดน้ำตา" ต้องนองแผ่นดินไทยเลย
June 08

งานเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่

 
ตั้งแต่ครั้งแรกที่ผมเห็นเขาคนนั้น มันเป็นเวลานับกว่า 10 ปีแล้ว  สิ่งที่ผมเห็นมันไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย
ภาพของชายชราคนหนึ่ง อายุน่าจะประมาณ  60 ปีขึ้นไป เดินตามท้องถนน สายตาเหม่อลอย มองผิวเผิน
อาจไม่แตกต่างจากคนทั่วไป เขาแต่งกายอยู่ในชุด เสื้อผ้าฝ้ายแขนสั้นบาง ๆ กับกางเกงขาสั้นสีตุ่น ๆ
ไม่ถึงกับสะอาดหมดจดนัก แต่ก็ไม่ได้สกปรกจนดูน่ารังเกียจ  แต่กิจวัตรที่แกทำอยู่ประจำนั้น
ถูกมองจากคนทั่วไปว่าแปลกประหลาด เขาจะก้มเก็บเศษขยะทุกชิ้นที่อยู่ตามพื้นถนน ไม่ว่าจะชิ้นเล็กหรือ
ชิ้นใหญ่ ตั้งแต่ ตั๋วรถเมล์ หลอดกาแฟ กระดาษทิชชู่ ขวดน้ำ ถุงพลาสติก เลยไปถึงขยะชิ้นใหญ่ๆ เช่น
กล่องกระดาษ หรือจำพวกป้ายโฆษณาที่ไม่ใช้แล้ว เปล่าเลยเขาไม่ได้เก็บสิ่งของเหล่านี้ไปขาย
และเขาก็ไม่ได้มีซาเล้งคู่กายเหมือนกับคนที่รับซื้อของเก่า หากแต่สิ่งของที่เป็นขยะทั้งหมดนั้น เขานำมันไปใส่
ในที่ที่ควรจะอยู่ ใช่แล้ว เขาเก็บมันไปทิ้ง “ถังขยะ” ถามว่าทำไมถึงทำอย่างนั้น ผมว่าคงไม่มีใครตอบได้ดีเท่า
เขาคนนั้นหรอก เสียแต่ว่าไม่เคยมีใครได้คำตอบที่ว่าจากชายคนนั้น
 
ยอมรับตามตรงว่า ตอนแรก ๆ ที่เห็นพฤติกรรมของเขา ก็รู้สึกว่ามันเป็นการกระทำที่แปลกอยู่ มองในแง่ร้าย
อาจมองได้ว่า นี่มันเป็นพฤติกรรมของคนที่จิตไม่ค่อยปกติหรือเปล่า เรียกง่าย ๆ ว่า “คนบ้า” ซึ่งผมเชื่อว่าคน
ส่วนใหญ่ก็มองอย่างนั้นเหมือนกัน  แต่ยิ่งนานวันเข้า พฤติกรรมของเขาคนนั้น มันไม่เคยเปลี่ยนไปเลย
เขาจะเดินสอดส่ายสายตาไปทั่ว คอยมองว่าที่ตรงไหนที่มีเศษขยะบ้าง เขาจะตรงเข้าไปเก็บด้วยมือเปล่า ๆ
ของเขา กำมันไว้ พอเต็มทั้งสองมือ ก็เริ่มมองหาถังขยะ นำเศษขยะทั้งหมดนั้นทิ้งลงในถัง โดยไม่สนว่าใครจะ
มองเขายังไง หลังจากนั้นก็เริ่มทำงานที่ว่าของเขาต่อ ราวกับว่าที่ทางแถวนั้นเป็นบ้านของเขา หรือไม่ก็มันเป็น
หน้าที่ที่เขารับต้องผิดชอบดูแลความสะอาดสะอ้านตามท้องถนน ผมไม่เคยตามไปดูหรอกว่า เขาเดินเก็บขยะ
อย่างนั้นทั้งวันหรือเปล่า
 
แต่เท่าที่เห็นอยู่เป็นประจำ เขาใช้เวลากว่า 10 นาทีเฉพาะบริเวณหน้าบ้านผม คือ
หนึ่งช่วงถนน จากนั้นเขาก็จะเดินไปอีกถนนที่อยู่ถัดไปอีกไม่ไกลนัก สังเกตจากเหงื่อที่ชุ่มแผ่นหลัง และอากาศร้อน ๆ
ในช่วงก่อนเที่ยงเล็กน้อย พอจะบอกได้ว่า งานของเขาไม่ง่ายเลย
 
ลองคิดดูสิ ถ้าเป็นเรา เราจะไปเดินเก็บเศษขยะที่อยู่ตามท้องถนนหรือเปล่า เราเคยสนใจไหมว่าตามถนหนทางนั้น
สกปรกหรือสะอาดแค่ไหน แล้วในชีวิตเรา เราเคยเก็บเศษขยะที่ไม่ใช่ของเราไปทิ้งในที่ที่มันควรจะทิ้งกันสักกี่ครั้งเชียว
แม้ว่าขยะนั้นอาจจะอยู่หน้าบ้านเราแท้ ๆ แต่บางทีเราก็ไม่ได้สนใจมัน เรามักจะคิดว่าเราไม่ได้ทำ ฉะนั้น เราก็ไม่ต้องไปเก็บ
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นผลพวงจากการกระทำของชายชราผู้นั้น ที่ผมเห็นอยู่เป็นประจำ คือ น้ำจิตน้ำใจของคนละแวกนั้นที่หยิบยื่น
ให้กับเขา บ่อยครั้งที่มีคนส่งเศษสตางค์ให้กับเขา ระหว่างที่เขาทำงาน เขาจะเงยหน้าแล้วรับรางวัลนั้น พยักหน้าให้
แล้วก้มลงเก็บขยะต่อ  มันอาจไม่มากมายนัก แต่ผมรู้สึกว่านี่คือน้ำใจที่มีให้กันจริง ๆ
 
ส่วนตัวผม มักจะเสนอที่จะเลี้ยงข้าวเขาสักมื้อ แต่ทุกครั้งก็จะได้รับการปฏิเสธอยู่เรื่อยไป  เราสื่อสารกันได้ไม่ดีนัก
 ผมจะต้องรอให้เขาเดินผ่านมาตรงหน้าก่อน แล้วจึงสะกิดเขา ถามเขาว่า “กินข้าวมั๊ย” พร้อมกับทำท่าประกอบ
หรือไม่ก็ชี้ไปที่ร้านอาหาร เปล่าหรอกเขาไม่ได้เป็นใบ้หรือหูหนวก แต่เพื่อให้การสื่อสารชัดเจนก็เท่านั้น
เขามักจะยิ้มให้ผมนิดนึง แล้วบอกว่า “กินแล้ว กินแล้ว” ทุกครั้ง แต่ผมสังเกตเห็นว่าเขาจะดื่มน้ำมากเป็นพิเศษ
ครั้งละ 7 - 8  แก้ว  และจะใช้เศษสตางค์ที่ได้มานั้นซื้อน้ำ โดยที่ไม่เคยขอใครเลย ผมยกย่องเขาตรงจุดนี้มาก
ผิดกับพวกขอทานบางคนที่มีมือ มีเท้าดี ๆ กลับไม่ยอมทำมาหากิน เอาแต่ขอเงินไปวัน ๆ ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรเลย
 ผมรังเกียจคนพวกนี้มาก
 
การกระทำและพฤติกรรมที่ดูแปลกของชายชรา หรือจะเรียกสั้นว่า “งาน” เพราะเขาทำมันอยู่เป็นประจำเกือบทุกวัน
 แทบจะนับครั้งได้เลยว่าที่ผ่านมาผมไม่เห็นเขามาทำงาน ทำให้นึกถึง หนังสือเล่มหนึ่งที่เคยอ่านเมื่อไม่นานมานี้
หนังสือเล่มเล็ก ๆ ใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็อ่านจบ ชื่อเรื่องว่า “คนปลูกต้นไม้” (The Man Who Planted Trees)
เขียนโดย ฌ็อง ฌิโอโน นักเขียนชาวฝรั่งเศล เล่าเรื่องราวของ บุฟฟิเยร์ ชายผู้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย อยู่ในชนบท
 หลังจากที่เสียภรรยาและลูกชาย  เขาอยู่กับฝูงแกะ และเริ่มทำงานอย่างมุ่งมั่น โดยปลูกเมล็ดพันธุ์โอ๊ควันละ 100 เมล็ด
ไปทั่วหุบเขา โดยไม่รู้ว่าเป็นที่ดินของใคร เขาสนใจแต่เพียงว่าต้องปลูกเมล็ดพันธุ์โอ๊คให้ได้วันละ 100 เมล็ดด้วยความมุ่งมั่น
และความเอาใจใส่ และเมื่อเวลาผ่านไป สิ่งที่บุฟฟิเยร์ได้ทำไปนั้น ก็ก่อให้เกิดคุณค่ากับแผ่นดินมากมาย
 
ตัวละครอย่าง บุฟฟิเยร์ เป็นเหมือนคนธรรมดาที่มีอยู่จริง เพื่อบอกเราสำนึกถึงภารกิจที่สำคัญของมนุษย์ นั่นคือ
 การปลูกต้นไม้  ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยใส่ใจกับมันนัก แต่การปลูกต้นไม้นี่แหละเป็นงานที่สร้างสรรค์ เพราะต้นไม้เป็นแหล่ง
กำเนิดของชีวิต เป็นแหล่งกำเนิดของน้ำ ทำให้อากาศบริสุทธิ์และให้ความร่มเย็น
ฌ็อง ฌิโอโน แสดงให้เห็นว่างานปลูกต้นไม้ เป็นงานที่เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ การหว่านเมล็ดพันธุบนผืนแผ่นดินที่มิใช่ของตนเอง
โดยไม่หวังผลตอบแทน และไม่ได้อวดอ้างว่าทำเพื่อโลก เป็นงานที่ทำด้วยความอุตสาหะและยกระดับจิตใจให้คนเราไม่เห็นแก่ตัว
และไม่ได้ทำเพื่อมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่มุ่งไปที่มูลค่าทางชีวิตและสิ่งแวดล้อม 
 
งานของคนทั้งสอง ทำให้ผมคิดได้ว่า บางทีการได้ทำงานเล็ก ๆ แต่ทำด้วยความมุ่งมั่น โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนนั้น
 มันก็เพียงพอแล้ว ตรงกันข้ามหากคนที่ทำแต่งานที่ดูยิ่งใหญ่ ทว่าสิ่งทำไปนั้น หวังลาภยศ ชื่อเสียง เงินทอง หวังให้คนยกย่อง
 แล้วยังกล้ามากอวดอ้างว่าทำเพื่อสังคม หรือทำเพื่อให้โลกน่าอยู่ขึ้น ก็น่าละอายใจเหลือเกิน เพราะนอกจากจะไร้คุณค่าในตัวเองแล้ว
ยังปราศจากสำนึกที่ดีอีกด้วย
 
ทั้ง ชายชราผู้เก็บขยะ กับคนปลูกต้นไม้ คนหนึ่งอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง อีกคนอยู่ในโลกสมมุติ งานเก็บขยะอาจไม่ยิ่งใหญ่
เท่ากับการปลูกต้นไม้ แต่ทั้งสองคน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานที่ไม่ได้หวังผลตอบแทน ไม่ว่าจะในรูปแบบใด
และไม่เคยออกมาเรียกร้องหรือป่าวประกาศให้รับรู้ถึงสิ่งที่พวกเขาทำอยู่
 
คนหนึ่งเก็บ คนหนึ่งปลูก ดูเผิน ๆ อาจไม่เกี่ยวกันสักเท่าไหร่ แต่คนทั้งสอง ก็ทำให้ผมคิดได้ถึงเรื่องสภาวะแวดล้อมที่เราต้องช่วยกันดูแล
และปลูกจิตสำนึกที่ดีงามในการทำงานทุกอย่างด้วยความมุ่งมั่น ถึงแม้งานนั้นจะเป็นเพียงการเก็บเศษขยะ
หรือเป็นการหว่านเมล็ดพืช แค่เพียงเมล็ดเดียวก็ตาม.

ระยห่างของ "ความสัมพันธ์"

 
1
 ผมเชื่อเหลือเกินว่า มีคนจำนวนไม่น้อยที่ติดตาม, ชื่นชอบ, หลงใหล ไปจนถึงคลั่งไคล้ซีรี่ส์(ละคร)เกาหลีเป็นอย่างมาก
 (ก่อนหน้านี้หนังซีรี่ส์ญี่ปุ่นก็เป็นที่นิยมอยู่ช่วงเวลาหนึ่ง) ผมเองก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบดูซีรี่ส์ของทั้งเกาหลี และญี่ปุ่น
 จนมีเพื่อนสาวคนหนึ่งชอบมาแซวว่าเป็นผู้ชายโรแมนติค ซึ่งแท้จริงแล้วนิสัยส่วนตัวผมตรงข้ามกับรสนิยมเป็นอย่างมาก
 ที่จะพูดถึงในที่นี้คือซีรี่ส์ที่เพิ่งจบไป เรื่อง “Coffee Prince” (รักวุ่นวายของเจ้าชายกาแฟ) ซึ่งจะว่าไปแล้ว
 ก็เป็นละครที่ไม่ค่อยแตกต่างจากที่เราเคยได้ดูได้ชมกัน ยิ่งเรื่องนี้ที่ว่าตัวนางเอกปลอมตัวเป็นผู้ชายเพื่อที่จะได้ทำงานใน
 ร้านกาแฟของพระเอก (คุ้นๆ ไหมฮะเจ้า เอ้ย! ไม่ใช่) แต่ที่ผมสนใจกลับไม่ใช่ตัวพระ-นาง เพราะยังไงๆ เราก็รู้อยู่แล้วว่าสุดท้าย
  ตอนจบก็ต้องแฮปปี้เอ็นดิ้งอยู่แล้ว ไม่ใช่ว่าละครไม่สนุกนะครับ ยอมรับเลยว่าสนุกมากๆ การเดินเรื่องลื่นไหล ไม่เยิ่นเย้อ  
 นางเอกก็น่ารัก (อันนี้สำคัญ) ดูแล้วอยากดูต่อไปเรื่อยๆ ไม่อยากให้จบ
 
  แต่ส่วนที่ชอบเป็นอย่างมากนั้นอยู่ที่รูปแบบความสัมพันธ์ระหว่าง “ชอย ฮาน ยอน”(พระเอก) กับ “ฮัน ยู จู” (แฟนของญาติพระเอก)
 ซึ่งเป็นผู้หญิงที่พระเอกแอบชอบมาตั้ง 9 ปี แต่เธอก็ไม่รับรักพระเอกเสียที
 
  ตลอดเวลาเนื้อหาของเรื่องนั้น เอื้อให้สองคนนี้มีโอกาสได้ใกล้ชิดกันอยู่บ่อยครั้ง จนดูคล้ายว่าฮัน ยู จู จะมีให้กับ ชอย ฮาน ยอน
 ไม่ว่าจะเป็นการดูแลกันเป็นอย่างดีในบางเวลา ฮัน ยู จู ยอมให้ ชอย ฮาน ยอน นอนหนุนตัก, การดูแลเอาใจใส่กัน, การบอกถึงความในใจกัน,
 การจับมือถือแขน หรือจะเป็นการโอบกอดกัน
 
 ผมเชื่อว่าลึกๆ ว่าทั้งสองคนรู้ดีแก่ใจว่ากำลังทำอะไรอยู่ ฮัน ยู จูเองก็รู้ว่าควรจะรักษาสัมพันธภาพไว้ในระดับไหน ไม่ให้มาเกินว่า
 เพื่อนคนหนึ่งจะมีให้กันได้
 
 ส่วน ชอย ฮาน ยอน ก็รู้ตัวดีว่า สิ่งที่ฮัน ยู จู มอบให้นั้น มันย่อมไม่ใช่ความรักอย่างแน่นอน แต่มันเป็นการ “รักษาน้ำใจ” ของคนที่รู้สึกดีๆ กับเธอ,
 ปรารถนาดีกับเธอ  มันเป็นเหมือนความรู้สึกดีที่ต้องการให้อีกฝ่ายรู้สึกดีด้วยเช่นเดียวกัน 
 
 สิ่งที่เธอมอบให้ก็คือความรู้สึกขอบคุณทั้งหมดเท่าที่เธอจะสามารถทำได้.
2
  หนังสือรวมเรื่องสั้น  “คิดถึงทุกปี” (2541) ของ บินหลา สันกาลาคีรี เป็นหนังสืออีกเล่มที่อ่านแล้วยังประทับใจมาจนถึงทุกวันนี้
  หนึ่งในเรื่องสั้นทั้ง 9 เรื่องนั้น มีอยู่เรื่องหนึ่งที่ผมนึกถึงได้ในตอนนี้ เรื่องนั้นมีชื่อว่า “คิดถึงทุกปี” เป็นการพูดถึงเรื่องราวความรักของคน 2 รุ่น
  “ผมกับเวณิก” และ “พ่อ กับแม่” โดยผ่านบันทึกของ “ผม”
  “คิดถึงทุกปี” เป็นเรื่องสั้นที่ตั้งคำถามกับเราว่า ที่สุดแล้ว การที่คน 2 คนได้มาเจอกัน เรียนรู้กัน และอยู่ด้วยกัน อะไรที่เป็นสิ่งสำคัญ
  ระหว่าง  “ความรัก” กับ “การทะนุถนอมหัวใจ......"
 
   บางทีเราเองก็ไม่รู้หรอกว่า ที่เป็นอยู่นั้นมันคือสิ่งใดกันแน่
   “แม่ถามว่า ลูกรู้ใจกันดีใช่ไหม ว่าต่างรักกัน”
   ผมพยักหน้า  “ครับ เราสัญญากันว่าจะทำชีวิตให้เหมือนกับแม่ที่ไม่เคยทะเลาะกันเลย”
   แม่ส่ายหน้า “เราทะเลาะกับคนที่เรารักไม่ลงหรอก จริงไหม” 
   “ครับ”
  “แต่คนไม่ทะเลาะกัน ก็ไม่ได้แปลว่ารักกันเสมอไป”(หน้า 78-79)
  “นอกจากความรัก มีเหตุผลเยอะไปที่ทำให้คนเราไม่ทะเลาะกัน ความเห็นใจ เกรงใจ นับถือ หรือ 
   อยากจะถนอมใจ”( หน้า 79)
 
  “แม่ยิ่งรักพ่อของลูกเพิ่มมากขึ้นทุกวันๆ เพราะเหตุนี้ การที่เราทะนุถนอมคนที่เรารักเป็นเรื่องปกติ แต่ 
  การถนอมหัวใจของคนที่เราไม่รัก ใครจะทำได้สักกี่คน” (หน้า80)
 
   ผมชอบคำว่า “ถนอมหัวใจ” เหลือเกิน มันฟังดูอบอุ่น และดูเศร้าในเวลาเดียวกัน ผมสงสัยอยู่ว่า
   ถ้าเป็นเรื่องจริงจะเห็นใจใครดี ระหว่าง “แม่” หรือ “พ่อ” มันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนเกินกว่าจะเข้าใจได้ง่ายๆ
   คงไม่มีใครตอบคำถามได้ว่า  แท้จริงแล้ว ระหว่าง “ความรัก” กับ “การถนอมหัวใจ” สิ่งไหนสำคัญกว่ากัน
 
  "สิ่งที่เธอต้องทำในเวลานั้นคือการักษาน้ำใจคนที่รักเธอ  และรักษาระยะห่างกับคนที่เธอไม่รักคน 
  เดียวกันนี้ด้วย" (หน้า 81)
 
   อ่านกี่ครั้งๆ ก็ยังเศร้าครับ
 
  จู่ๆ ผมก็นึกถึงเรื่องสองเรื่องขึ้นมาในเวลาไล่เลี่ยกัน ถึงแม้ทั้งสองเรื่องจะผ่านเข้ามาในเวลาที่ห่างกันเกือบ 10 ปี
  ดูเผินๆ สองเรื่องนี้แทบจะไม่เกี่ยวข้องกันเลย แต่มันมีบริบทบางอย่างที่คล้ายกัน กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า
  เราสามารถนำสองเรื่องนี้มารวมเป็นเรื่องเดียวกันได้  มันทำให้รู้สึกว่า ความรักนั้นมันส่งต่อถึงกันได้ ถึงแม้จะไม่ได้ส่งกันโดยตรง
  แต่การถนอมหัวใจสามารถทำได้  และมันทำให้รู้สึกดีทั้งผู้รับ และผู้ให้
 
  เรื่องแรกนั้นทำให้ผมเข้าใจคำว่า “การรักษาระยะห่าง” ผมรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากเหลือเกินที่ใครคนหนึ่งจะทำเรื่องแบบนี้ได้
  การส่งต่อความรักจากคนหนึ่ง ไปสู่อีกคนหนึ่งสามารถทำได้   ถึงแม้จะไม่ได้รับ - ส่งกันนั้น โดยตรงก็ตาม
 
  ส่วนเรื่องหลังทำให้ผมเข้าใจคำว่า “ถนอมหัวใจ” คงไม่ง่ายนักที่ใครสักคนหนึ่งจะปฏิบัติต่อคนอีกคนหนึ่ง(ที่ไม่ได้รัก)
  ได้เช่นนี้ กับการถนอมหัวใจนั้น เราสามารถทำได้ และมันทำให้รู้สึกดีทั้งผู้รับ และผู้ให้
  และอีกอย่างที่ชอบเป็นพิเศษคือ ความไม่สมหวังของทั้งสองเรื่อง  ผมไม่ใช่พวกเห็นใครได้ดีแล้วอิจฉาหรอกครับ 
  แต่มันทำให้คิดได้ว่า
 
  บางทีการไม่สมหวังก็ทำให้เราได้เรียนรู้อะไรมากกว่าการที่เราต้องอยู่อย่างสมหวัง...แต่ไม่อาจรู้ใจตัวเองได้
 
  ผมว่าอย่างหลังมันน่าเศร้ากว่านะ..............
 
 
 
 
 
 

wimonsak panchornmas

Occupation
Location
Interests
-
เป็นลูกคนที่ 2

ว่ายน้ำไม่เป็น ชอบถีบจักรยาน

ไม่กินของหวาน

ไม่กินรังนก เพราะแพง และไม่มีประโยชน์

ไม่กินหูฉลาม เพราะแพง ไม่มีประโยชน์ และ

เป็นการทารุณสัตว์อย่างร้ายกาจ จนอยากกินไอ้

ที่จับมาแทน

ปัจจุบันรับกิจการข้าวหมูแดงจากครอบครัวมา

ยึดเป็นอาชีพ

ขายดีบ้าง ไม่ดีบ้าง

ตามแต่อารมณ์เจ้าของ

แต่เพื่อนๆ ยืนยันว่าอร่อยมาก (แต่ส่วนใหญ่มัน

มักจะกินฟรี)

เลยไม่รู้จะเชื่อดีหรือเปล่า

อนาคตอยากทำงานน้อยๆ

อยู่ในที่อากาศปลอดโปร่ง

.......

และได้ไป "ที่ชอบ - ที่ชอบ"